มัทชา ชาเขียวล้ำค่าคุณภาพสูงต้นตำรับจากประเทศญี่ปุ่น
บดเป็นผงเนียนละเอียด และเต็มเปี่ยมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระอันทรงพลัง
พร้อมด้วยรสชาติอันละเมียดละไมหอมละมุนอย่างเป็นธรรมชาติ |
| |
| |
| |
 |
การปลูก
ใส่ใจตั้งแต่การเลือกพื้นที่ในการปลูก จนถึงการดูแลรักษา
พื้นที่ที่เหมาะสำหรับการปลูกชาเพื่อนำมาผลิตเป็น มัทชานั้น ต้องอยู่ในบริเวณหุบเขาที่อุดมด้วยดินภูเขาไฟ ซึ่งมีระดับของแสงอาทิตย์และอุณหภูมิพอเหมาะ จนสามารถกลั่นน้ำค้างเม็ดใสให้มาเกาะบนยอดชาทุกเช้า เมื่อผสานกับแร่ธาตุที่มีคุณค่าจากดินอันชุ่มชื้น ก็ยิ่งขับรสชาติของ มัทชา ให้กลมกล่อมและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว นอกจากนี้ยังดูแลรักษาเป็นพิเศษตลอดปี ยามแล้งก็หมั่นให้น้ำ ปุ๋ย และพรวนดินอย่างสม่ำเสมอ ยามหนาว ก็ใช้พัดลมไฟฟ้าเป่าเกล็ดหิมะให้ละลายเพื่อรักษาสีเขียวสดของใบชาเอาไว้ พร้อมกันนั้นก็ตัดแต่งต้นชาให้สูงไม่เกิน 3-5 ฟุต เพื่อความสะดวกในการดูแลจนกว่าจะถึงฤดูเก็บเกี่ยวซึ่งทำเพียงปีละครั้ง โดยคัดเลือกต้นชาที่สมบูรณ์ที่สุดซึ่งมีอายุไม่น้อยกว่า 5 ปีและไม่เกิน 10 ปีเท่านั้น |
|
| |
การเก็บเกี่ยว
พิถีพิถันยอดชาอ่อนเป็นพิเศษ จนถึงการเก็บเกี่ยวโดยฝีมือผู้ชำนาญ |
| |
หลังจากคัดเลือกแปลงชาที่สมบูรณ์ ก่อนถึงเวลาเก็บเกี่ยว 1 เดือน ต้องใช้ตาข่ายสีดำคลุมต้นชาไว้ทั้งแปลง เพื่อควบคุมปริมาณแสงแดดที่ส่องมายังต้นชา ซึ่งเป็นการควบคุมปริมาณการแตกยอดใบชาอ่อนให้อยู่ในจำนวนที่เหมาะสม และยังช่วยเพิ่มปริมาณสารสำคัญที่ช่วยกล่อมเกลารสชาติของชาให้นุ่มละมุนลิ้นและทวีกลิ่นหอมจากธรรมชาติอันเป็นเอกลักษณ์มากยิ่งขึ้น จากนั้นในกระบวนการเก็บยอดชาต้องเก็บด้วยมือโดยผู้ที่มีประสบการณ์เท่านั้น และเลือกเด็ดเฉพาะยอดอ่อนที่สมบูรณ์ 3 ใบแรก ต้องไม่ปนเปื้อนกับส่วนอื่นให้เสร็จสิ้นก่อนที่แสงแรกแห่งอรุณรุ่งจะมาเยือน |
|
|
|
| |
 |
การผลิต
ดูแลใส่ใจทุกขบวนการผลิต ดุจดั่งกับการเจียระไนเพชรน้ำงาม
ใบชาที่เก็บเกี่ยวได้จะถูกนำเข้าสู่โรงอบไอน้ำโดยเร็วที่สุด เพื่อหยุดกระบวนการออกซิเดชั่น ซึ่งเป็นวิธีการที่รักษาปริมาณสารคาเทชินที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระอันทรงพลังในใบชาให้คงอยู่ไว้มากที่สุด แล้วนำใบชาแห้งจากการอบ (อารชะมัทชา) เข้าสู่กระบวนการร่อน เพื่อคัดกิ่งและก้านออกจนหมด (เทนชา) ก่อนจะนำไปบดด้วยเครื่องโม่ที่ทำจากหินชนิดพิเศษ ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับการบดมัทชาโดยเฉพาะ ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในการชิมชาจะตรวจสอบรสชาติและคุณภาพ เพื่อยืนยันมาตรฐานที่ดีเยี่ยมของมัทชาทุกครั้งที่ผลิต
|
| |
 |
|
|
| |
| ตำนานมัทชา |
| |
| เซนโนริคิว นักบวชนิกายเซนได้ไขความลับสำคัญของชาเขียว โดยคิดค้นวิธีการผลิตมัทชา และนำมาชงดื่มผ่านศิลปะการชงชาที่ประณีตงดงาม เพื่อกลั่นรสชาติให้กลมกล่อมและมีคุณค่าต่อสุขภาพมากที่สุด จนราชสำนักญี่ปุ่นต้องสงวนพิธีการชงชาและ มัทชา ไว้ให้เป็นเครื่องดื่มล้ำค่าของสมเด็จพระจักรพรรดิ เชื้อพระวงศ์และขุนนางชั้นสูง จากนั้นมาการดื่มมัทชาจึงกลายเป็นศิลปะชั้นสูงที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น และ มิได้ถูกจำกัดให้เป็นเครื่องดื่มของชนชั้นสูงอีกต่อไป |
| |
| Nakamura Chaho, Matsue, Japan |
นากามูระ ชาโฮ มรดกที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น |
| |
ซูกิชิ นากามูระ ต้นตระกูลของนากามูระ ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องการชิมชามากที่สุดในสมัยนั้น ได้ก่อตั้งบริษัท นากามูระ ชาโฮ ขึ้นในปี ค.ศ.1884 เพื่อผลิตมัทชาคุณภาพสูงจำหน่ายแก่คนทั่วไป และยังเป็นผู้ประดิษฐ์เครื่องโม่ไฟฟ้าเพื่อใช้บดใบชาเขียวให้เป็นมัทชาโดยยึดหลักการทำงานแบบดั้งเดิมได้สำเร็จเป็นรายแรกของญี่ปุ่นอีกด้วย จวบจนวันนี้นับเป็นเวลากว่า 120 ปีแล้ว ที่สกุลนากามูระได้รับการยกย่องว่าเป็น กูรูแห่งชา แม้วันนี้ ฮิซาโอะ นากามูระ จะนับเป็นทายาทรุ่นที่ 4 แล้ว แต่ความรอบรู้เรื่องชาที่ถ่ายทอดผ่านมุมมองของบรรพบุรุษ ได้เคี่ยวกรำประสบการณ์ของเขาให้เชี่ยวชาญเรื่องชาจนได้รับฉายาว่าเป็น Mr. Tea of Japan
ด้วยมหัศจรรย์แห่งคุณค่าผสานรสชาติที่เยี่ยมยอดของ มัทชา ที่สกุลนากามูระผลิตได้ผ่านบทพิสูจน์ของ มัตซึไดระ ฟูไม เจ้าเมืองมัตสึเอะ ซึ่งเป็นอาจารย์ชงชาที่เชี่ยวชาญด้านการชิมชามากที่สุดคนหนึ่งในสมัยเอโดะ จนออกประกาศนียบัตรเกียรติคุณพร้อมตั้งชื่อมัทชาของนากามูระว่า นากาโนะ ชิโระ ที ซึ่งแปลว่าจุดสีขาว ณ ใจกลาง นับเป็นบทพิสูจน์คุณภาพที่นากามูระภาคภูมิใจ เพราะยากนักที่อาจารย์ชงชาจะมอบชื่ออันเป็นเสมือนการรับรองคุณค่า ตลอดจนอรรถรสแห่งการดื่มที่ตรึงใจให้แก่สกุลใดสกุลหนึ่ง |
|
|
| |
 |
|